| 個人檔案In Gardendenear部落格清單 | 說明 |
21 July CHILLEDน้ำแข็งกำลังละลายช้าๆ บนพื้นซีเมนส์ในห้องครัว อากาศร้อนได้แต่เดินวนไปมา ผ่านไปบนน้ำแข็งก้อนนั้น มันยิ่งเล็กลงไปเรื่อยๆ น้ำก้อนนั้นค่อยๆ ไหลลงบนพื้นช้าๆ แผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ เปลี่ยนจากสภาพเดิม หนีจากสภาพเดิม ไหลเรื่อยตามอณูของทรายเม็ดเล็กๆ ภายใต้เนื้อปูนซีเมนส์แข็งๆ มหานครขนาดใหญ่กำลังถูกความเย็นเข้าครอบคลุมอย่างช้าๆ เย็นชา มหานครแห่งมหาชนชาวเชื้อโรค จุลชีพตัวเล็กๆ นับล้านกำลังเปียกปอนไปด้วยความเย็นจากน้ำแข็งก้อนเล็กๆ ก้อนนั้น มันกำลังหนีจากสภาพที่เคยใช้ มันกำลังจะกลับสู่สภาพเดิมซึ่งเคยจากมา มันกำลังจะกลายเป็น ' น้ำ ' อิสรเสรีไหลออกมาช้าๆ ตามพื้นซีเมนส์สากๆ ได้สบาย ง่ายดายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ถึงแม้จะเชื่องช้าไม่ต่างจากหอยทากสีน้ำตาลตัวนั้น มันกำลังไต่อยู่บนมีดคมๆ ปักจมลงใต้ดินในกระถาง ด้านบนไม่มีอะไรนอกจากดอกกุหลาบกรอบแห้งคาต้นสีน้ำตาล เนื้อมันเงาด้วยเมือกใสถูกบาดเป็นรอย แต่เลือดกลับไม่ไหลออกมา มีเพียงเมือกใสๆ ยังคงสะท้อนจ้าท้าแสงอาทิตย์ต่อไป มันไหลช้าๆ จากไปช้าๆ เปลี่ยนไปช้าๆ เป้าหมายปลายทางจะเกิดขึ้นเมื่อพื้นซีเมนส์แห้งกร้านไร้อารมณ์ชุ่มชื่นด้วยหย่อมน้ำเล็กๆ บนมหานครใต้น้ำ อิสรเสรีภายในใจไหลวนอยู่ภายใน ภายในใจ จุลชีพนับล้านเพิ่งจะว่ายผ่านไป บ้างก็ผ่านมา บ้างกลับดำดิ่งลงสู่ด้านล่าง พ้นผิวน้ำ มันกำลังพักผ่อน ไม่ดื่มชา มันกำลังตื่นเต้นละมีความสุข จากน้ำบ่อนั้น จากน้ำแข็งก้อนนั้นบนพื้นผิวในครัว กลิ่นของดินในสนามลอยขึ้นจากขอบแก้ว น้ำใบบัวบกสีเขียวข้นรินลงช้าๆ น้ำแข็งจากช่องแช่แข็งในตู้เย็นติดแน่อยู่ภายใน แรงกระชากจากความกระหายทำให้น้ำแข็งหนึ่งก้อนหล่นลงบนพื้น มีเพียงสองสามก้อนเท่านั้นที่กำลังทำความรู้จักทักทายหลอมละลายไปกับน้ำใบบัวบกเขียวข้นในแก้ว กลิ่นดินในสนามลอยมาอีกแล้ว น้ำใบบัวบกไหลลงสัมผัสลิ้นอ่อนนุ่ม กลิ่นดินในสนามลอยอยู่บนลิ้น ผ่านคอ มันไหลลงไปเรื่อยๆ ไม่เป็นก้อน ไม่จับตัว มันไม่เหมือนเดิม มันกำลังจะเปลี่ยนไปภายใน เสียงภายในแทรกตัวอย่างช้าๆ จากซี่โครงด้านขวา อ้อมหาด้านซ้าย กระซิบให้ได้ยินในตอนค่ำของวันนั้น เสียงกระซิบบอกให้เรารู้ว่า รักใครจริงๆ ' จะรู้สึกอย่างไร ' โทรศัพท์ยังไม่ถูกคิดค้นโดยอัจฉริยะคนใดในค่ำวันนั้น มีเพียงกลิ่นของดินในสนามขอบแก้ว ความรู้สึกร้อนผ่าวผ่านหลังใบหูช้าๆ หยุดบนใบหน้า จดจ้องละอองเหงื่องอกงามแทรกอยู่ตามรูขุมขน ความโมโห เศร้าสร้อย และดีใจหลอมรวมกัน เต้นเป็นจังหวะเร็วขึ้นๆ อยู่ด้านซ้ายภายใน เรารักเขาแล้ว มีเพียงเราที่รักเขา หน้าต่างไม้บานขวาปิดนิ่ง แต่บานซ้ายกลับพัดไปมาอย่างรุนแรงเป็นจังหวะ ด้านขวาหยุดนิ่งลงกลอน เรากำลังหนีจากสิ่งที่เรารู้ จากสิ่งที่เรารัก มีเพียงเราที่รัก ความเจ็บมีมากมาย เลือดกลับแข็งตัวไม่พรั่งพรู ไม่คร่ำครวญ ไม่พร่ำเพรื่อ และสัญญาว่าจะไม่เสียเวลาสักนาที แต่กำลังจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมอย่างที่เคยเป็น
9 July THE FORGOTTENริมฝีปากไล้เบาๆ กระดูกสามชิ้นหลังต้นคอมีความสุข ความสุขจางๆ ปลิวลมล่องไหวในใจเรา ในฝันเรา เทียนกลิ่นวานิลลายังหอมกรุ่น มันเคยหอมกรุ่นครั้งหนึ่ง นานมากแล้ว เหล้าราคาถูกทำให้ปวดหัวในตอนเช้า แดดในตอนเช้าข้ามหน้าต่างอย่างนิ่งเฉย พร้อมฝุ่นละอองหลากสีกำลังเคลื่อนตัวช้าๆ เราลืมตาขึ้นมอง เขาหลับอยู่ ข้างๆ เรา ถนนคอนกรีตถูกขีดด้วยสีเหลืองเป็นแนวยาว เราสองคนเิดินต่อไป นำหน้าสิ่งมีชีวิตทั้ง 5 รายด้านหลัง ความอุ่นจากไหล่ของเขา ยังคงติดอยู่ในใจเรา รอยยิ้มกว้างๆ ไม่เคยจางหาย ความเย็นจากไอศกรีม เสียงหัวเราะผ่านไป พร้อมกับจบลงอย่างเงียบเชียบ ใบหน้าจางๆ จากตอนแรก เรายังจำได้ คนๆ นี้ " ในใจเรา " ช็อกโกแลตหวานจากมือขาวอ่อนนุ่ม เราสองคนบนเบาะกำมะหยี่ในรถ มันจางลงมากแล้วในใจเขา เราไม่ได้เจอกันยาวนาน ช็อกโกแลตหวานหอมลอยหาย หลอมละลายตายจากใจเราทั้งสอง ความหวังเก่าๆ เก็บไว้เพียงภาพถ่าย หยุดนิ่งบนกระดาษ ลืมกันได้โดยใช้เวลาเป็นเครื่องมือ ความหวังเก่าใหม่ไม่มีวันเกิด ความรู้สึกนั้นยาวนานสำหรับเรา ไม่ใช่เขา คงลืม.. เขากลับมา เวลาของสองเราเริ่มขึ้นอีกครั้ง แสงแดดส่องผ่านใบเบื้องบนทะลุลงบนโต๊ะไม้สีเขียวลอกๆ รอยยิ้มนั้นกลับมาแล้ว เก็บไว้ในใจเรา เขาเริ่มวาด กระดาษนับสิบเปื้อนด้วยขีดดินสอสีดำเป็นเงา มันน่าขัน.. บุหรี่ถูกจุด นกพิราบสีม่วงอมเทาตัวนั้นหันมองแล้วเดินจากไปช้าๆ เขาก้มหน้าอย่างตั้งใจ มันน่าขัน แต่สุดแสนประทับใจ ภาพถ่ายเหล่านั้นยังคงนอนนิ่งอยู่ในกล่องพัสดุสีเหลือง ปิดทับด้วยกองหนังสือเก่าๆ มากมายภายใน ณ ห้องนั้น สีชมพู ความงอกงามผลิขึ้น มันเกาะอยู่บนกิ่งก้านทุกคำพุด อารมณ์ทุกขณะ เขางอกงามตามวัยเยาว์ หยดน้ำแห่งความเป็นเด็กจางหาย ระเหยจากไป เขาคนเก่าจะไม่กลับมา แต่เขาจะกลับมาเมื่อกล่องนั้นถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง กองหนังสือล้มลง ภาพจางๆ จะชัดกระจ่างขึ้นจากใจ เขาคนเก่าจะกลับมา ภายใต้หยดน้ำตาขอบแก้ม มันเกิดขึ้นแล้ว มากกว่าคำว่ารักในใร ไม่ใช่เขา 'คงลืม'
7 July TERRY RICHARDSON
ลามก ? คำๆ นี้อาจจะผุดขึ้นมาเป็นคำแรกในหัวสมอง ใช่ มันลามก จริงๆ แต่คำว่า ‘ ลามก ’ อาจจะกลายเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ ไม่ถึงกับสวยงาม แต่ แสดงถึงเลือดเนื้อและการมีชีวิตแบบปุตุชนคนธรรมดา ( ซึ่งยังกินน้ำพริกอยู่ ) ก็ได้ Terry Richardson อาจจะเป็นช่างภาพสุดแสนจะสับดลอย่างมีระดับคนนึงของวงการแฟชั่นและภาพถ่าย ถ้าจะบอกว่า Tom Ford ( อดีตดีไซเนอร์ประจำสองห้องเสื้อ Yves Saint Laurent และ Gucci ) ใช้ SEX เก่งที่สุดในเรื่องดีไซน์ ( อาจจะบนเตียงด้วย อันนี้ต้องไปถามแฟนเค้าเอง ) เห็นทีจะต้องบอกเสียใหม่ว่า Richardson ใช่เก่งกว่า ( และ กล้ากว่า ) เป็นไหนๆ และถ้าสักวันนึงเกิดได้เห็นเขากำลังนั่งเลียละเลียดฟองนมฟูฟ่อง ขาวๆ เนียนๆ จากถ้วยคาปูชิโช่ร้อนๆ อยู่นอกร้าน Starbuck สาขานานา ( ถ้าเขามาเมืองไทยจริงๆ คงไม่ไปกินสาขาอื่นแน่ๆ ) สิ่งแรกที่จะผุดขึ้นมาในหัวสมองครั้งแล้วครั้งเล่า คือ “ ไอห่านี่แม่ง ‘ฝรั่ง’ โรคจิตชัดๆ ” นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ความคิดด้านลบได้ก่อกำเนิดขึ้นแล้ว สิ่งที่คุณจะได้เห็นก็คงจะเหลือแค่ฝรั่งโรคจิตใส่แว่นตาสีชาแบบ 70s มีรอยสักเต็มตัว ( ลายธงชาติอเมริกัน หัวกะโหลก และผู้หญิงโป๊ๆ ) กำลังเลียฟองนมจากกาแฟถ้วยนั้น เท่านั้น.. สิ่งที่จะได้รับกลับมาคือ เดินจากไปอย่างไม่สนใจและลืมหน้าตา ( โรคจิตๆ ) ของเขาไปในที่สุด แต่ถ้าสามารถตัดความคิดด้านลบได้เมื่อไหร่ ( คงจะยากมั้ง ) และเรียกความคิดด้านบวกกลับมาเมื่อนั้น สิ่งที่จะได้เห็นตรงหน้าซึ่งกำลังจะปรากฏ มันมีมากกว่านั้น มันมีมากกว่าเนื้อหน้าอกหรือ ท่อนเนื้อ แต่มันคือ เลือดเนื้อและสันดานดิบของการเป็นมนุษย์ ซึ่งถูกชักนำ และเล้าโลมออกมา ผ่านสายตาของเขาอย่างชัดเจน และตรงไปตรงมาอย่างที่สุด Terry Richardson ช่างภาพชาวอเมริกันคนนี้ ผลงานของเขาไม่มีคำว่า ดัจริต หรือเขินอายเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่มี แต่สิ่งที่เข้ามาแทนที่คำเหล่านั้นนอกจากคำว่า ตรงไปตรงมา ไม่เอนเอียง ไม่มีพิธี ไม่ ' ผู้ดี ' สิ่งที่เขาได้นำเสนอผ่านเลนส์กล้องพลาสติกปัญญาอ่อนราคาถูกๆ นั้น ถ่ายทอดความกำหนัด เซ็กส์ ความโสมมออกมาได้อย่างเซ็กซี่แบบง่ายๆ Richardson ไม่เคยมีเทคนิคพิเศษ ไม่มีเลนส์หลากขนาด ไม่มีขาตั้งกล้องพะรุงพะรังแสนน่ารำคาญ สิ่งที่เขามักจะใช้ถ่ายทอดมีเพียงกล้องพลาสติกห่วยๆ และสายตาอันแหลมคม ( ในเรื่องเซ็กส์ ! ) เท่านั้น ภาพซึ่งปรากฏจากกล้องพลาสติกนั้น ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นกันเอง ไม่เหินห่าง จับต้องได้ Richardson มักจะชอบที่จะทำงานกับแสงแดดสีส้มอ่อนๆ ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน และที่สำคัญเขายังชอบทำงานในความมืด ( อาจจะไม่รวมว่าเขาทำงาน ? ในความมืดกับหนุ่ม หรือสาว คนไหนๆ แล้วปิดไฟอยู่ในห้องก็ได้ แต่เชื่อเถอะ ถ้าเขาจะทำงานกับหนุ่มหรือสาวคนไหนเมื่อไหร่ แน่นอน เขาไม่ปิดไฟแน่ๆ อันนี้รับประกัน ) เพื่อที่แสงแฟลชจ้าจะได้เปล่งประสิทธิภาพอย่างไร้ข้อจำกัด เขามักจะโฟกัสในสิ่ง หรือจุด บางจุดซึ่งซ่อนเร้นอย่างลับๆ Richardson มักจะเลือกนายแบบหุ่นบอบบาง ร่างกายเต็มไปด้วยรอยสัก ( เซ็กซี่ชะมัด ) ตรงกันข้ามกับนางแบบสาวซึ่งมักจะมีทรวดทรงองเอวแสนสบึม อร้าอร่ามอยู่เสมอ ผลงานของ Richardson คงจะเคยผ่านตา ผ่านใจของใครบางคนมาบ้างแล้วก็ได้ ( ถ้าความคิดด้านลบไม่ก่อขึ้นเสียก่อน ) ทั้งในแคมเปญของ Sisley, Gucci, Miu Miu, Chloe, Kenneth Cole และอีกมากมายก่ายกอง ไม่นับรวมงานแฟชั่นบน Vogue ( ทุกสัญชาติ ) I-D, The Face, Dazed and Confused เป็นต้น หลังจากได้มองภาพเหล่านั้นทีไร ก็มักจะเกิดความรู้สึกว่า Richardson เปรียบเสมือนกระจกซึ่งวางไว้ตรงหน้า และหน้ากระจกนั้นมีเพียงความคิดของคนๆ นึงซึ่งกำลังจ้องมองอยู่ มองเข้าไปในความรู้สึกนึกคิด จิตใต้สำนึกพุ่งพล่าน สันดานดิบๆ ค่อยๆ ก่อเกิดขึ้นช้าๆ ภายใน สันดานดิบของความเป็นมนุษย์ ซึ่งหลบอยู่ในซอก หลืบของร่างกาย ค่อยๆ ถูกลากจูงออกช้าๆ ไม่ใช่เพื่อประจารให้คนอื่นเห็น แต่คนที่เห็นกลับเป็นคนๆ นั้น คนซึ่งกำลังยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ ชื่อ Terry Richardson
3 July FOR HER
อาจจะสงสัยว่าผู้หญิงฝรั่งแก่ๆ คราวแม่คนนี้มีอะไรสำคัญนักหนาจนจะต้องเขียนถึง ขอให้เลิกสงสัยเสียทีแล้วมาทำความรู้จักกับ " เธอ " กันดีกว่า ถ้าคุณเป็นอีกคนซึ่งเคยอ่านนิยายแฉ ( แหลกลาน ) The Devil wears Prada โดย Lauren Weisberger ชื่อคุ้นๆ ใช่แล้้้ว ! มันกำลังถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ ซึ่งกำลังจะลงโรงในเร็ววันนี้ ถึงแม้ในหนังสือจะแฉอย่างละเอียด ( ยิบ ) แต่ก็ไม่ได้บอกว่า เธอตัดผมบ็อบหน้าม้าทรงอมตะ ( ถ้านึกไม่ออกก็ให้นึกถึงจินตรา พูลลาภไปพลาง ) ไม่ได้บอกว่าเธอชอบสูททวีด Chanel และแว่นตากันแดดซึ่งเปรียบเสมือนโล่อันใหญ่ ซึ่งคอยทำหน้าที่ปกป้องเธอจากแสงแฟลชในงานแฟชั่นโชว์ ( ระดับ Top เท่านั้น ) " Runway shows don't start until she arrives. " Michelle Orecklin คงไม่ได้พูดเกินจริง เพราะคำกล่าวนี้คงไม่ใช่เรื่องโกหกสำหรับเธอคนนี้สักเท่าไหร่ ก็ในเมื่อโชว์ระดับ BIG BANG ! จะเริ่มโชว์ไม่ได้เด็ดขาดถ้าปราศจากเงา ( ผอมๆ แห้งๆ ) ของเธอ บางครั้งอาจจะต้องรอนานเกิน 3 ชม. เป็นปรกติ แต่ทุกคนก็ต่างเต็มใจในการ " รอ " เธอเพียงคนเดียว เพราะเมื่อเธอปรากฎตัวขึ้นเมื่อไหร่นั่นก็เป็นเครื่องการันตีได้ดีอยู่แล้วว่าใบเบิกทางของเหล่าดีไซเนอร์ ทั้งหน้าเก่า ( John Galliano แห่ง Cristian Dior ) และใหม่จะสวยหรูขนาดไหน เห็นได้ชัดหลังจาก Jack McCollough และ Lazaro Hernandez คู่ดีไซเนอร์น้องใหม่ซึ่งได้เจอกับเธอบนเครื่องบินโดยบังเอิญ และได้ยื่นกระดาษเสก็ตแบบเสื้อให้กับเธอ หลังจากนั้น Proenza Schouler แบรนด์น้องใหม่ของทั้งสอง จึงกลายเป็นคลื่นลูกใหม่ ที่มีเจ๊ดันชื่อ WINTOUR คอยหนุนหลังและเป็นกำลังใจ ( อย่างนอกหน้า นอกตา ) จนทุกวันนี้ แต่ก็อย่างว่า ในเมื่อ Lucy Liu ยังเป็นราชินียากูซ่า ( ปลอมๆ ) แห่งมหานครโตเกียวได้ แล้วทำไมเธอจะเป็นมากกว่าราชินี หรือสตรีหมายเลข 1 แห่งวงการแฟชั่นประจำมหานครนิวยอร์กไม่ได้ Anna Wintour บรรณาธิการนิตยสารผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งโลกแฟชั่นอย่าง VOGUE อเมริกา ซึ่งเปรียบเสมือนลำต้นและรากแก้วอันแข็งแกร่ง แตกแขนงเป็นรากฝอยแต่ไม่ย่อยในคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น โว้คอิตาลี อังกฤษ ฝรั่งเศส หรือญี่ปุ่น และแม้ว่าเธอจะปักหลักอย่างมั่นคง แข็งแรงอยู่ทางฝั่งอเมริกาแล้ว แท้ที่จริงเธอเป็นชาวอังกฤษโดยกำเนิด เธอเริ่มก้าวเข้าสู่การทำงานในแผนกแฟชั่นที่ Harpers & Queen ในลอนดอนเมื่อปี 1970 หกปีหลังจากนั้น เธอตีปีกหนีฝนจากลอนดอนสู่นิวยอร์ก เพื่อรับตำแหน่งบรรณาธิการแฟชั่นให้กับ Harper's Bazaar และอีกหลายตำแหน่งต่อมา ( ทำให้นึกถึงนางสาวไทยชอบกลมั้ย ? ) จากนั้นไม่นานเธอได้โฉบลงนั่งแท่นในตำแหน่งครีเอทีฟไดเรกเตอร์ให้กับโว้คอเมริกาในปี 1983 ภายในเวลาเพียงสามปีต่อมา โว้คอังกฤษฉุดเธอสู่บ้านเกิดเมืองนอนอีกครั้งเพื่อรับตำแหน่งบรรณาธิการ เธอรับตำแหน่งนั้นมากกว่าสองปี แล้ววันนั้นก็มาถึง ในปี 1988 เธอได้รับตำแหน่งซึ่งทรงอนุภาพที่สุดในบรรดาตำแหน่งทั้งหลายที่เธอเคยเดินผ่าน 'VOGUE's EDITOR IN CHIEF' บรรณาธิการบริหารแห่งโว้คอเมริกา ตกอยู่ในกำมือของเธอในที่สุด หลังจากนั้นความเกลียดชังและเทิดทูลต่างเดินเคียงข้างเธอเสมอไม่ต่างจากเลขาคนสนิท ความเกลียดชังนั้นเกิดขึ้นจากกลุ่มอนุรักษ์สัตว์ People for the Ethical Treatment of Animals หรือเรียกสั้นๆ ว่า 'PETA' ต่างโจมตีเธอทุกวิถีทางเพื่อห้ามไม่ให้เธอลงโฆษณาเสื้อขนสัตว์หรูหรา ซึ่งได้มาจากความเจ็บปวดทุกข์ทรมานของสัตว์ทั่วโลกนับแสนนับล้าน แต่ก็อย่างว่า ธุรกิจ ก็ยังคงเป็นธุรกิจ นิวยอร์กก็ยังคงอยู่ในอเมริกาวันยังค่ำ คงเป็นไปไม่ได้ถ้าจะย้ายนิวยอร์กสู่อินเดีย แต่แล้วในเมื่อคำว่าธุรกิจยังลอยเด่นอยู่เช่นนั้น จึงทำให้เสื้อแจ็กเกตกุ๊นขอบเฟอร์ Prada เลอะไปด้วยเต้าหู้ครีมซึ่งถูกซัดเข้าอย่างจัง นี่คงจะเป็นสิ่งที่บอกได้อย่างชัดเจนแล้วว่า PETA บรรจงเกลียดเธอขนาดไหน ความดีเธอก็มีอยู่บ้าง ถึงแม้จะเป็นความดีในโลกแคบๆ สำหรับสังคมกลุ่มใหญ่ผู้ปฎิเสธหรือไม่สามารถสัมผัสกับแฟชั่นคงมองไม่เห็น แต่สำหรับคนกลุ่มเล็กๆ ซึ่งรัก และเทิดทูลในเรื่องของแฟชั่น สิ่งที่คนเหล่านั้นคิดก็คงจะต่างจากกลุ่ม PETA เช่นเดียวกัน (แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า กลุ่มคนเล็กๆ ซึ่งรักในด้านแฟชั่นละดีไซน์ จะชอบเสื้อเฟอร์ของ Prada เหมือนกันเสียทุกคน) แต่ก็อย่างที่บอก เธอคือผู้ผลักดัน เธอคือแรงขับเคลื่อน เธอคือน้ำมันดีเซลราคาแพง ผู้ซึ่งคอยหล่อเลี้ยงวัฐจักรแฟชั่นให้รุดหน้า และไม่มีวันที่จะก้าวไปข้างหลังแน่นอน ที่ทำได้คือภาวนาอยู่ในใจว่า เมืองไทย เมืองแห่งรอยยิ้ม ควรจะมีคนแบบเธอมากกว่าที่ควร วงการแฟชั่นไทยจะได้มีศักยภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ 2 July WHY DOES MY HEART FEEL SO KCUF ?
เราไม่ยอมพูดมันออกไป นอกจากพูดลอยๆ ตอนที่แน่ใจเท่านั้นว่าเขาจะไม่ได้ยิน ซึ่งบางครั้งเขากลับได้ยิน " อะไรนะ.. พูดว่าไร " เราไม่ตอบพร้อมทำเป็นไม่ได้ยิน เช่นเดียวกับที่เขามักจะทำ ( เป็นกิจวัตร ) เราสองคนไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่ เรารู้จักเขานานแล้วหลายปี แม้แต่ตอนนี้ก็ยังรู้จัก เมื่อคืนเพิ่งจะพยักหน้าหลังจากเขาลงจากแท็กซี่สีเหลืองคันนั้น แม้ว่าตอนแรกที่ยังไม่รู้จักกันและเราเองก็แอบหวังอยู่ในใจลึกๆ ว่า " ขอให้แค่ได้รู้จักก็พอ " หลังจากนั้นเราก็รู้จักกันมากขึ้น แม้ว่าตอนแรกจะเป็นแค่ความหวังผ่านๆ แต่แล้วสิ่งที่ตอบกลับมา มันมากกว่าคำว่า " แค่รู้จัก " เมื่อได้รู้จักก็กลับกลายเป็นความชอบ เขายืนอยู่อีกด้าน เราเดินผ่านทุ่งหญ้าแห้งๆ ความสูงหลายเมตรจากโคนต้นนับจากรากเปราะบางซึ่งแทรกตัวอยู่เบาๆ บนพื้นว่างปล่าว เท้าของเราเหยียบอยู่ ดินสีดำเริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเจอกับเลือดอุ่นๆ ซึ่งยังคงไหลเวียนวนอยู่ภายใน เราเริ่มเดิน มุ่งตรงไปเรื่อยๆ สิ่งที่อยู่รอบตัวไม่มีอะไรนอกจากต้นหญ้าแห้งๆ ซึ่งมีชีวิตเพียงโคนต้นสีเขียวหม่นๆ จากปลายจนถึงตรงกลางแห้งกรอบ สีน้ำตาลแห้งๆ นั้นทำให้เรารู้ว่า " มันได้เดินทางข้ามผ่านเวลาแห่งการเคยมีชีวิตไปแล้ว " การกลับมาใหม่จะเกิดขึ้นเมื่อดอกหญ้าสีขาวซึ่งกำลังลอยละล่องอยู่เหนือศีรษะตกกระทบลงบนดินดำเนื้อละเอียดอีกครั้ง ตื่นๆ !! " เราไม่ได้เดินผ่านหญ้าแห้งบ้าบออะไรทั้งนั้น นั่นเป็นเพียงความรู้สึกที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ถ้าเราเกิดรักเขาขึ้นมา ถึงแม้เขาจะมีตัวตน และยืนอยู่ข้างๆ เรา ไม่ว่าเราจะมีเรื่องทุกข์ใจเกิดขึ้น เขาจะคอยให้กำลังใจ ซึ่งบางครั้งก็เป็นเรื่องแปลก กำลังใจของเขาจะทำให้เรามีกำลังใจตามมามากกว่าเดิมหลายเท่า ถึงแม้กำลังใจเหล่านั้นเป็นเพียงคำพูดธรรมดาๆ บางวินาทีก็แฝงไปด้วยความไม่จริงใจก็ตาม แต่เขาก็รักษามาตรฐานในการให้กำลังใจเรา้เท่าเดิม " เวลาเขาพูดถึง.. เราขอเรียกสิ่งนั้น หรือเธอคนนั้นว่า " เงาล่องหนซึ่งมีเพียงตัวตนสำหรับเขาเท่านั้น " เรามักจะรู้สึกเหมือนถูกกรีดด้วยมีดคมๆ อยู่บ้าง บางครั้ง ความรู้สึกนั้นไม่เจ็บมากมายจนต้องมานั่งครวญครางเหมือนนางสีดา จะไปอะไรกันนักหนา มันก็แค่มีดคมๆ ซึ่งกำลังกรีดช้าๆ บนเนื้อหัวใจแค่นั้น ไม่ได้มีความหมายอะไรมากกว่าเลือดซึ่งไหลตามมาช้าๆ หลังจากคมมีดนั้นถูกยกออก เขามักจะบอกเราอยู่เสมอๆ ว่าเขาหลง เขารัก เขาใคร่ครวญและพร่ำเพ้อถึงเงาตนนั้นสักแค่ไหน แต่เรารู้อยู่เสมอว่า " เขากำลังโกหกเราอยู่บางอย่าง บางอย่างที่เขาเคยบอกกับเรา แต่ตอนนี้เขากลับทำเป็นลืม ลืมอย่างสนิท.. " แต่ก็อย่างว่า ในเมื่อเงาดำต่างมีตัวตนอยู่ภายใต้ฝ่าเท้าของเราทุกคน ไม่แน่เงานั้นอาจจะอยู่ภายใต้รองเท้า Adidas ของเขาก็ได้ สิ่งนั้นไม่มีใครรู้นอกจากเขา และจิตใจส่วนแคบและเห็นแก่ตัวของเรา ก็เป็นได้ แต่ก็อยากจะบอกว่า การหลอกลวงคนๆ นึง ซึ่งคนๆ นั้น กำลังรักเขาสุดหัวใจแล้วล่ะก็ นั่นเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุด สิ่งดีๆ ความรู้สึกดีๆ ความรักที่มีให้ มันก็จะลดน้อยถอยลงไปได้เรื่อยๆ เหมือนกัน ก็ " ในเมื่อเราได้เดินทางข้ามผ่านเวลาแห่งการเคยรักไปแล้ว " แต่ " อาจจะงอกใหม่ หรืออาจจะไม่ ถ้าเมล็ดในใจมันตายไปแล้ว เช่นกัน "
24 June Alfred Stieglitz and Early Modern Photography
" What is of greatest importance is to hold a moment, to record something so completely that those who see it will relive an equivalent of what has been expressed." งานภาพถ่ายโดย Alfred Stieglitz นั้น สามารถบอกถึงกาลเวลาของยุคสมัยนั้นๆ ได้อย่างชัดเจนผ่านสมัยวิคทอเรียนซึ่งมีระบบอนุรักษ์นิยมแสนเคร่งครัดเป็นแบบแผนสู่ยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองแห่งกาลเวลา ภาพถ่ายเหล่านั้นล้วนมีชีวิตชีวา ผ่อนคลายและมีความเป็นกันเอง ปราศจากความยุ่งยากซับซ้อนในการทำความเข้าใจในความหมายของภาพนั้นๆ แต่ในความเรียบง่ายและไม่ซับซ้อน กลับทำให้ภาพเหล่านั้นซึ่งกำลังแสดงอยู่ตรงหน้า ในสายตาสองคู่ แสดงความหมายลึกๆ มากกว่าการไม่รู้สึกอะไร นอกเสียจากสิ่งบอกเล่าเรื่องราวในอดีต แต่กลับแฝงไปด้วยอารมณ์หดหู่ ไร้ความหวัง ไม่ต่างจากดอกไม้งามในแจกัน ซึ่งไม่มีวันที่กิ่งก้านสาขาของมันจะแผ่ขยายไปมากกว่าเดิม ที่ต้องรอและเผชิญคือความเหี่ยวเฉา Alfred รักที่จะถ่ายภาพภรรยาของเข้ามาก ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เรารู้สึกประทับใจอย่างพิเศษทุกครั้งเวลาชื่นชมกับงานของเข้าทุกครั้ง รอยยิ้มเล็กๆ มัักจะปรากฎขึ้นภายใต้จิตใจอย่างเงียบๆ ภรรยาของ Alfred คือ Georgia O' Keeffee จิตรกรหญิงผู้โด่งดั่ง เธอมีทั้งความสวยงาม อ่อนโยน ลุ่มลึก และแฝงด้วยอารมณ์ทางเพศ ไม่ต่างจากภาพเขียนของเธอเอง รอยยิ้มในภาพบางภาพของเธอนั้น แสดงออกถึงความรักที่ตัวเธอมีต่อเขาอย่างชัดเจน ตราบใดที่เธอได้มองกลับมา ความรู้สึกถึงสิ่งที่เธอกำลังพูดออกมาทางสายตาว่า " ฉันรักคุณตลอดเวลา Alfred " แต่เมื่อเธอได้เมินหน้าไม่ได้มองกลับมาเมื่อไหร่ ความรู้สึกเศร้าเหมือนคนป่วยซึ่งกำลังนอนอยู่บนเตียงเงียบๆ จะเกิดขึ้นทันที ภาพถ่ายอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาพถ่ายของ Georgia นั้น ล้วนแต่เป็นภาพถ่ายในเมืองหลวงใหญ่ๆ แทบทั้งสิ้น แสดงความเจริญรุ่งเรืองตามสมัยนั้นๆ ทั้งรถม้า สถาปัตยกรรมสูงสง่าซึ่งกำลังรุดหน้าเพิ่มขึ้นทุกวัน เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายแบบตะวันตก หิมะขาวโพลนถูกปกคลุมไปทั่วบนถนนใน Central Park บ้างดูสงบ บ้างดูหลอนอย่างน่าประหลาด บ้างมีสองสิ่งอยู่รวมกัน สำหรับเราแล้ว Alfred ไม่ได้เป็นเพียงชั่งภาพ นักเขียน หรือเจ้าของแกลเลอรี แต่กลับเป็นมากกว่านั้น Alfred เปรียบเสมือนผู้หลอกล่อจิตวิญญาณแห่งความรู้สึกลงบนกระดาษธรรมดาๆ ทำให้มันคงอยู่ ไม่หายไปโดยที่ไม่มีใครสนใจ ทั้งๆ ที่มันเป็นสิ่งที่คนทั่วไปสามารถมองเห็นได้เช่นกัน แต่ก็อย่างที่บอก Alfred ทำให้สิ่งที่คนทั่วไปมองเห็น ' คงอยู่ '
19 June THE TEMPTATION OF FORMICIDAE
หลังจากลาออกจากมหาวิทยาลัยแล้ว เวลาต่างๆ ที่ยังคงเดินต่อไปก็ดูเหมือนจะช้าลง มีเวลาให้คิด มีเวลาให้อยู่กับตัวเองมากขึ้น เหมือนได้พักผ่อน ไม่มีอะไรให้คิดมากมายเหมือนกับที่ผ่านมา แต่ถ้ามากกว่านี้ เวลาเหล่านั้นก็ทำท่าเหมือนจะไร้ค่าไปในตัว ตอนแรกก่อนหน้านั้น รู้สึกว่าตัวเองอยากเรียนศิลปะที่มหาวิทยาลัยศิลปากร แต่แล้วเราก็ให้เวลา จริงๆ แล้วไม่ได้เรียกว่าให้เวลา เพียงแต่รู้สึกว่า " มันไม่ใช่แล้ว " เราเลยเลือกที่จะเรียนอย่างอื่นที่เราชอบมากกว่า แต่เป็นสิ่งเดียวกัน นั่นคือ Fashion design ถึงแม้เราจะอยากเรียนศิลปะเหมือนเดิมก็ตาม เรายังชอบศิลปะเหมือนเดิม เราไม่เคยเกลียดศิลปะ แน่นอนไม่มีใครเกลียด แม้แต่มดแดงตัวเล็กๆ ซึ่งกำลังสร้างแมนชั่นหลังใหม่อยู่บนต้นมะม่วงหลังบ้าน พวกมันเหล่านั้นทำให้เราทึ่ง ในรสนิยมเรื่องศิลปะภายในตัวของมันเอง หรืออาจจะเรียกว่าความบังเอิญก็ได้ มันไม่มีโรงเรียนสอนศิลปะ มันไปร้าน Kinokuniya เพื่อซื้อหนังสือออกแบบต่างๆ ไม่ได้ มันไม่รู้จักนักออกแบบสายเลือดปารีเซียงอย่าง Andrée Putman เจ้าแม่ Boutique hotel สุด HIP ผู้คืนชีวิตให้กับ Morgans โรงแรมใน New York อีกครั้ง ( อ่อ.. มันไม่รู้จัก New York หรือแม้แต่เมียของ George W. Bush ด้วย ) ถึงแม้มันจะไม่รู้ก็ไม่เห็นจะเป็นไร เพราะคงไม่มีมดตัวไหนมานั่นแคร์ แต่ๆๆๆ มันกลับสร้างรังของมันด้วยใบมะม่วงแข็งๆ เพียง 10 ใบ รวบขึ้นจากโคนของแต่ละใบขึ้นรวมกันจนสุดที่ปลายแล้วพ่นใยบางๆ สีขาวยึดขอบ ตรงใยสีขาวด้านโคนของใบ ถูกเจาะเป็นช่องเล็กๆ สำหรับเข้าออก หน้าประตูทางเข้ามีรังเล็กๆ ยื่นออกมา แต่รังนั้นดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์ในชีวิตประจำวันของพวกมันสักเท่าไหร่ แล้วมันสร้างไว้เพื่ออะไร ??? สร้างไว้เพื่อเก็บเสบียง ? สปาของราชินีมด ?? ใบมะม่วงอาจจะเหลือ ??? รสนิยมส่วนกลุ่ม ( นับหมื่น ) ???? เรื่องนี้เป็นอีกสิ่งที่เราไม่สงสัยแบบนักประวัติศาสตร์แก่ๆ ซึ่งมีสมองขดไปขดมาเหมือนขนแกะ และยังหาข้องสรุปไม่ได้ว่า " คน " ตัวเล็กๆ ( แต่ใหญ่กว่ามด ) สามารถสร้าง Stonehenge ได้ยังไง.. เรารู้สึกตัวลีบเล็กลงเสมอเมื่อได้เห็นรังโตๆ แสนประณีตหลังนั้น เรารู้สึกเจียมตัว ลองคิดดูสิ เราจะง้างแผ่นเหล็กขนาดใหญ่ให้มาบรรจบกันได้ยังไง แล้วจะใช้อะไรในการเชื่อมมันเข้าด้วยกัน ขี้มูกหรอ ? หรือน้ำลาย.. " ความพยายาม " ดูเหมือนจะมีความหมายเดียวในเรื่องนี้ แต่แล้วเราก็เป็นคนไม่พยายามสักเท่าไหร่ ถึงแม้จะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองเลือกแล้วก็ตาม เราเลือกที่จะเรียน Fashion design ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งแถวรังสิต เราได้เรียนอย่างที่ใจเราอยากได้ ไม่มีใครคัดค้านในการตัดสินใจครั้งนี้ แต่เรากลับรู้สึกไม่มีความสุขหลายๆ อย่างรอบตัว ทั้งอาจารย์ และเื่พื่อน ( ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าสามารถใช้คำนี้ได้รึปล่าว ) และที่สำคัญ เราคิดไกลออกไปมากกว่านั้น ถ้าเรียนจบออกมาแล้วไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองหวังจะรู้สึกแย่สักแค่ไหน การคิดมากเข้ากลับทำร้ายตัวเองไปในตัว ความฝัน ( ลางๆ ) ที่จะทำให้เป็นจริงกลับถูกแทนที่ด้วยความท้อแท้เบื่อหน่ายจนความพยายามหายตามไปด้วยโดยไม่รู้ตัว แต่แล้วความพยายามกลับมาอีกครั้ง หลังจากมีเวลาว่างล้นเหลือทุกๆ วัน เหลือมากพอจนมีเวลาให้นั่งมองการสร้างรังมดแดงครั้งนั้น พวกมันทำให้เรากลับมามีความพยายามอีกครั้ง และสอนให้เราสะกดคำว่า อดทน ให้มากขึ้นอีก ถึงแม้ว่าเราจะพ่นใยขาวๆ แบบพวกมันไม่ได้ แต่อย่างน้อย เรามีขี้มูก มีน้ำลาย มีเลือด มีหัวใจ มีสมอง เรามีมากกว่ามัน เราตัวใหญ่กว่ามัน ถึงแม้จะผอมเหมือนมัน ถ้าเราอยากให้สิ่งที่เรารักเกิดขึ้น กลายเป็นจริงขึ้นมาสักวัน
In Gardendenear |
||||||
|
|